entry นี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ


 

=============================================

 

[TAG-MS] In The Rain 2012 : แรกเริ่มมรสุม


Timeline: วันศุกร์ ที่ 28 กันยายน 2555


Character: ศรันฉัตร(เฟิร์น) มณฑกาญจน์(โมรา) พันปิยะ(ตง) สิงหา(ออกัส) ณัฐปกรณ์(รัก) สิมิลัน(ปั้นทราย) นันทนัท(น้ำน่าน)


Other: แปะเซียง แม่พันปิยะ

 

Entry ที่เกี่ยวข้อง: [MS] เรื่องไม่คาดฝัน [Read]

 

Note: พายุฝนกระหน่ำหนักขึ้น ทั้งพายุในใจ และพายุมรสุมข้างนอกที่ทำให้เด็ก ๆ ต้องเจอกับเรื่องไม่คาดฝันขึ้นอีกครั้งค่ะ

 

ปล. ขอบคุณ @moramora @august-8 @376sec @satan-lucus @nam-naan นะคะที่ช่วยเช็คคาร์ให้

 

ปลล. หาก @leejoon-rug-bi ผ่านมาอย่างไรแล้ว ฝากเช็คคาร์ด้วยนะคะ

 

เชิญทัศนาจรค่า

 

=============================================

 

สายฝนพร่างพรูประหนึ่งม่านสีขาวปกคลุมไปทั่วบริเวณ สายลมพัดกรีดหวีดหวิวสลับฟ้าร้องโครมครามชวนฟังวังเวงอยู่น่าประหลาด แลดูช่างหดหู่หม่นหมองผิดกับบรรยากาศเริงร่าต้อนรับปิดเทอมที่กำลังจะมาถึง

 

ศรันฉัตรนั่งถอนใจ จ้องมองท้องฟ้าเบื้องหน้า สายฝนที่เทกระหน่ำอยู่ดูจะทำแผนงานเลี้ยงปิดเทอมที่ณัฐปกรณ์เป็นตัวตั้งตัวตีจัดไว้อาจต้องเริ่มช้าลง ในเมื่อเธอยังคงติดอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้

 

พลาดที่เลือกเวลานำหนังสือมาคืนตอนสอบเสร็จ แทนที่จะทำให้เรียบร้อยตั้งแต่เมื่อช่วงเช้า เพียงไม่กี่นาทีที่เธอเข้าห้องสมุดมา ฝนก็ตกกระหน่ำจนเธอไม่ทันตั้งตัว

 

ถึงแม้จะมีร่มติดมา แต่ด้วยความเร็วของลม น่ากลัวว่ากว่าจะได้รถโดยสาร คงจะมิแคล้วเปียกปอนไปตาม ๆ กัน

 

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าคนอื่นไปถึงไหนแล้ว

 

 

“ฝนตกหนักเอาเรื่องเลยนะ”

 

ศรันฉัตรเอ่ยพลางถอนใจอีกครั้ง ก่อนเปรยให้มณฑกาญจน์ ผู้ร่วมชะตากรรมติดฝนฟัง แม้เพื่อนสนิทของเธอจะส่งยิ้มน้อย ๆ ให้ตามปกติ

 

 

...แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงความความอึมครึม ภายใต้ใบหน้าสงบนิ่งนั้น....

 

 

“โม... ไม่ชอบฝนเหรอ”

 

ศรันฉัตรเอ่ยถามหลังจากนิ่งไปพักใหญ่ เธอสังเกตมาพักใหญ่ว่า ทุกครั้งที่ฝนตก มณฑกาญจน์มักจะมีทีท่าหม่นหมองกว่ายามปกติ แต่ก็ไม่เคยดูเศร้าจัดเหมือนครานี้

 

“อื้ม...มันชื้น.. แล้วก็...เหงาน่ะ”

 

แม้รอยยิ้มยังคงปรากฏบนใบหน้า แต่นัยน์ตาของมณฑกาญจน์กลับเหม่อมองออกไปไกลแสนไกล ในที่ ๆ เธอไม่อาจหยั่งรู้ได้

 

 

เหมือนไม่ใช่คนที่เธอเคยคิดว่ารู้จัก...

 

 

“บางทีเราก็...เหมือนไม่รู้จักโมราเลย...”

 

 

คำเปรยที่หลุดปากออกไป ศรันฉัตรได้แต่ตีหน้าเจื่อน รู้สึกผิดที่ไม่อาจยั้งปากได้ทัน แต่คนตรงหน้ากลับทำเพียงส่งยิ้มเหมือนเมื่อครู่... ยิ้มเพียงริมฝีปาก แต่นัยน์ตาหยั่งลึกเกินกว่าที่เธอจะเข้าใจได้

 

“เห...งั้นเหรอ”

 

นาทีผ่านไปอย่างชวนอึดอัด ไม่ทันที่ใครจะเอ่ยคำพูดอื่นใดออกมาอีก บานประตูห้องสมุดก็ถูกเปิดออกกว้าง ปรากฎร่างเด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ ใบหน้าที่มักฉายทะเล้นกลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

“อยู่นี่เอง!!”

 

“มีอะไรเหรอกัส...”

 

มณฑกาญจน์เอ่ยถาม เด็กสาวนึกขอบคุณในใจที่สิงหาเข้ามาทำลายบรรยากาศอันแสนอึดอัดนี้ แต่ความโล่งใจก็แปรเปลี่ยนเป็นความตระหนกสุดขีด เช่นเดียวกับศรันฉัตร เมื่อสิงหาเอ่ยประโยคถัดไป

 

 

“ที่บ้านตงโทรมา รถตงล้มอยู่หน้าปากซอย ตอนนี้ถูกหามส่งไปโรงพยาบาลแล้ว!!!”

 

=============================================


เหมือนฝันร้ายกลับมาอีกครั้ง... 

 

ศรันฉัตรไม่รู้เลยว่า เธอเดินฝ่าฝนวิ่งขึ้นแท็กซี่ได้อย่างไร เธอได้ยินเสียงมณฑกาญจน์กับสิงหาเจรจาบอกเพื่อนคนอื่นแว่ว ๆ หากแต่ก็ไม่อาจจับประเด็นอะไรอื่นได้ นอกจากเรื่องที่ว่าพันปิยะประสบอุบัติเหตุแล้วถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

 

มือขาวซีดกำหูกระเป๋าแน่น พอหลับตา ภาพวันเลวร้ายที่สุดในชีวิตของเธอเมื่อสามปีก่อนก็หวนกลับมา

 

 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นช่วงกลางดึก... ช่วงเที่ยงของที่สหรัฐอเมริกา ฝนที่ตกกระหน่ำเหมือนเป็นน้ำตาแทนความสูญเสียที่เธอได้รับ

 

 

...พี่ใบหม่อนของเธอ...จากไปในวันนั้น อย่างไม่มีวันหวนกลับมาอีก... 

 

 

“เฟิร์น...เฟิร์น...เป็นอะไรเปล่า...”

 

เสียงมณฑกาญจน์เรียกเธอซ้ำ ๆ กว่าเธอจะรู้สึกตัว น้ำเสียงอาทรกับแววตาที่แฝงความเป็นห่วงทำเธอรู้สึกผิด กับสิ่งที่เธอหลุดปากไปในห้องสมุดเมื่อหลายสิบนาทีก่อน เพียงพอที่เธอไม่อยากเล่าอะไรให้ทุกคนต้องเป็นห่วงเธอไปมากกว่านี้

 

“อื้ม...ไม่เป็นไร”

 

“แต่เฟิร์นดูซีดมากนะ...”

 

คำถามที่ทำสิงหาหันขวับมามองอย่างเป็นห่วง แต่เธอไม่รู้จะอธิบายสิ่งที่เธอรู้สึกได้อย่างไร หลายปีที่เธอพยายามจะไม่พูดเรื่องนี้ ไม่ว่ากับที่บ้านหรือใครที่ไหน เพราะไม่อยากตอกย้ำความสูญเสียที่เคยได้รับ

 

“...เราคงหนาวน่ะ...”

 

ศรันฉัตรเอ่ยเลี่ยง ๆ หลบตาคนทั้งสองที่จ้องมองมาอย่างสงสัย แต่ด้วยสภาพอากาศกับไอเย็นของเครื่องปรับอากาศ เธอก็หวังว่าทั้งสองจะเชื่อในสิ่งที่เธอพูด

 

ใช้เวลาไม่นาน รถแท็กซี่ก็มาจอดยังโรงพยาบาลเอกชนไม่ห่างจากโรงเรียนของพวกเธอนัก สิงหาหยิบเงินส่งให้แท็กซี่ ก่อนจะรีบพาเธอและมณฑกาญจน์ตรงไปยังแผนกฉุกเฉิน ซึ่งครอบครัวของพันปิยะนั่งรออยู่ด้วยสีไม่สู้ดีนัก

 

ศรันฉัตรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมณฑกาญจน์ไต่ถามแปะเซียง บิดาของพันปิยะ ได้ความว่าพอฝนลงเม็ดตอนพันปิยะกลับไปเอาอาหารที่บ้าน เลยทำให้มอเตอร์ไซค์แฉลบล้มลงหน้าปากซอย ไม่ไกลจากบ้านของเด็กหนุ่ม

 

รู้ตัวอีกที เธอก็เดินตามสิงหากับมณฑกาญจน์เข้าห้องฉุกเฉินไป เสียงแพทย์พูดแว่ว ๆ ว่าเพื่อนร่วมห้องของเธอปลอดภัยดีแล้ว แต่คงต้องนอนสังเกตอาการแทรกซ้อนหนึ่งคืน

 

สภาพพันปิยะที่ค่อย ๆ ปรือตาขึ้นดูไม่เลวร้ายอย่างที่เธอคิดกลัวตอนทราบข่าว โชคดีที่เด็กหนุ่มสวมหมวกนิรภัยขับขี่จักรยานยนต์มาไม่เร็วนัก แถมพลัดตกลงไปในโคลน ทำให้เพียงแค่ฟกช้ำ กับถลอกปอกเปิก แต่ไม่ช้าบาดแผลทั้งหมดก็จะดีขึ้นเอง

 

 

หากเฟื่องฉัตรโชคดีแบบนี้ละก็...

 

 

“ว..แว่นอั้วล่ะ..”

 

พันปิยะเอ่ยเสียงแหบแห้ง หากแต่ครอบครัวของพันปิยะไปจัดการเรื่องห้องพักฟื้นในคืนนี้ มณฑกาญจน์เลยหยิบแว่นตากรอบเหลี่ยมที่บัดนี้แตกร้าวส่งให้เด็กหนุ่มที่กระพริบตาถี่ ๆ ขับไล่ความมึนงงออกไป

 

“อย่าเพิ่งพูดเลย เราว่าตงพักผ่อนก่อนจะดีกว่านะ”

 

พันปิยะนิ่งไปครู่ แล้วปรือตาลงต่ำ พึมพำเสียงเบา ก่อนพูดเสียงเบา ด้วยคำพูดแปลกประหลาดในความรู้สึกของคนฟังอีกสองคน

 

“...เราขอโทษนะ...โม”

 

“ไม่เป็นไร.. เราต่างหากสิต้องขอบใจตงมากกว่า”

 

มณฑกาญจน์ยิ้มเย็น แต่คนเป็นเพื่อนก็รู้สึกได้ว่ารอยยิ้มของเพื่อนสนิทดูฝืน.. ไม่ต่างจากตอนที่อยู่ในห้องสมุดนัก

 

เสียงวิ่งถึก ๆ ดังกึกก้อง ก่อนจะตามด้วยประตูห้องฉุกเฉินที่เปิดกว้าง และสีหน้ากระหืดกระหอบแดงก่ำของณัฐปกรณ์ มด้วยสิมิลันกับนันทนัทที่หอบหายใจไม่ต่างกัน เสื้อผ้าของทั้งสามเปียกโชกไม่ต่างอะไรจากเธอ มณฑกาญจน์ และสิงหาเท่าไร

 

“พี่ตง เว่ เป็นไงบ้างฮะ รักเป็นห่วงแทบแย่”

 

ณัฐปกรณ์ถามเสียงดัง จนพยาบาลชักสีหน้าใส่ เดือดร้อนให้สิมิลันต้องปรามเพื่อนตัวใหญ่ของเธอ

 

“ค่อย ๆ พูดก็ได้นะรัก ที่นี่โรงพยาบาล เค้าว่าจะรบกวนคนอื่นเอา”

 

“ฮะ ๆ” ณัฐปกรณ์พยักหน้า แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เบากว่าเมื่อครู่ “พี่กัสฮะ พี่ตงเป็นไงบ้างฮะ”

 

“ปลอดภัยแล้ว คนอื่นล่ะ”

 

สิงหาเอ่ย เสียงสดใสขึ้นมากว่าเมื่อตอนรู้ข่าวใหม่ ๆ กระนั้นดวงหน้าคมคายยังคงซีดเผือดและเคร่งขรึมผิดวิสัยคนจอมทะเล้นของห้อง

 

“กำลังมาน่ะกัส” สิมิลันเป็นฝ่ายเอ่ยตอบแทน “คงใกล้ถึงละมั้ง เดี๋ยวถ้ารู้ห้องแล้วเค้าจะโทรไปบอกละกันนะ”

 

ไม่นานนัก มารดาของพันปิยะก็เดินกลับมาพร้อมพยาบาล ที่มาเข็นเตียงของพันปิยะไปยังห้องพักฟื้นชั้นบน ศรันฉัตรเดินตามเพื่อน ๆ มาถึงยังลิฟต์ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเพื่อน ๆ หันขวับกลับมาตามกัน

 

“นั้นเราขอตัวกลับก่อนนะ”

 

เด็กสาวเอ่ยเสียงนิ่ง ข่มก้อนสะอื้นไว้ข้างใน สิ่งที่เจอในวันนี้ทำให้เธอนึกถึงคนที่จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับมาอีก

 

 

ถ้าเธอยังฝืนอยู่นี่ เธอคงร้องไห้ออกมา และทุกคนคงต้องลำบากใจกับเธอแน่

 

 

“เจ๊ ฝนยังตกหนักอยู่เลยนะ น่านว่ารอให้ฝนหยุดก่อนดีกว่ามั้ย”

 

“ขอโทษนะ.. เราปวดหัวน่ะ ถ้ายังไงฝากทุกคนบอกตงด้วยว่าหายไว ๆ แล้วก็ฝากลาพ่อแม่ตงด้วยนะ”

 

เด็กสาวเอ่ยพลางหลบตา คุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ ข้อแก้ตัวที่เธอก็รู้ดีว่ามันไม่เข้าท่าและเหมาะสมกับสถานการณ์แบบนี้เท่าไรนัก แต่เธอไม่อาจฝืนทนอยู่ที่โรงพยาบาลต่อไปได้อีกแม้แต่นาทีเดียว

 

ความรู้สึกผิดทิ่มแทงเมื่อเห็นสายตาเพื่อน ๆ มองกันเลิกลั่ก แต่ท้ายสุดก็เป็นคนเดิม... ที่คอยเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ให้แก่เธออีกครั้ง

 

“นั้นเดี๋ยวฉันไปส่งเจ้เองน่าน ยังไงฝากตงด้วยละกัน”

 

“อื้อ แกส่งเจ้ให้ถึงบ้านที่ ถึงบ้านแล้วอย่าลืมบอกน่านด้วยนะเจ๊”

 

นันทนัทเอ่ยสำทับกับสิงหา ก่อนจะหันมาย้ำกับเธอ ซึ่งศรันฉัตรได้แต่พยักหน้า ก่อนจะหันไปจับจ้องเพื่อนสนิท ที่ยังคงมีสีหน้าสงบนิ่งขึ้นกว่าตอนแรกที่รู้ข่าว

 

คำขอโทษจุกอยู่กลางอก... แต่ตอนนี้เธอกลับคิดว่า ไม่สมควรที่จะเอ่ยออกไป...โดยเฉพาะต่อหน้าเพื่อน ๆ คนอื่น

 

“...เรากลับก่อนนะโม”

 

“อื้อ กลับดี ๆ นะเฟิร์น...”

 

รอยยิ้มยังคงปรากฏบนใบหน้า ก่อนจะเดินลับกายเข้าไปในลิฟต์ ทิ้งไว้เพียงแต่กำแพงบาง ที่ก่อตัวสูงขึ้นระหว่างคนทั้งสองโดยที่ทั้งคู่ก็ไม่ได้คาดคิด

 

=============================================

 

สายฝนเย็นเยียบยังคงตกกระทบระตัวเด็กสาวที่เดินออกมาจากรถไฟฟ้า ภาพทิวทัศน์ที่คุ้นเคยแถบคอนโดกลับดูพร่าเลือน ด้วยม่านน้ำตาที่กบตาอยู่

 

ทั้งที่มีร่มอยู่ในกระเป๋า แต่เธออยากให้สายกลบคราบน้ำตาของเธอออก... ไม่ให้คนที่เดินอยู่ข้าง ๆ รับรู้ หากความเงียบตลอดทางจากพระรามสองมายังสะพานควาย ก็พอที่จะทำให้สิงหารู้ว่าเธอมีเรื่องบางอย่างอยู่ในใจ จนไม่กล้าที่จะไต่ถามเหมือนยามปกติ

 

กระนั้น เสื้อนักเรียนของเจ้าตัวก็ถูกถอดออก ก่อนจะคลี่คลุมเหนือศีรษะของเธออย่างแผ่วเบา

 

“คลุมหน่อยนะครับ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา”

 

เมื่อเหตุการณ์ที่ผ่านมารู้ดีว่าเปล่าประโยชน์ที่จะปฏิเสธ ศรันฉัตรจึงปล่อยให้เด็กหนุ่มเอาเสื้อคลุมให้เธอ ทั้ง ๆ ที่ใช้ระยะทางไม่ไกลนักจากสถานีรถไฟฟ้ามายังคอนโดของเธอ

 

เหมือนทุกครั้ง สิงหายกมือไหว้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แล้วหยิบคีย์การ์ดจากมือเธอมาเปิดประตู กดลิฟต์ พาเธอเดินไปถึงยังหน้าห้องพัก และไขกุญแจห้องก่อนจะยื่นส่งคืนให้เธอ

 

ร่างในเสื้อยืดคอกลมสีเทากับกางเกงนักเรียนส่งยิ้มให้เหมือนเคย หากแต่เป็นรอยยิ้มที่เคร่งเครียดและอ่อนล้า ก่อนจะยกมือลูบหัวเธอเบา ๆ เอ่ยเสียงนุ่ม

 

“เดี๋ยวรีบอาบน้ำ กินยานอนนะครับ จะได้ไม่เป็นหวัด ไว้กัสถึงบ้านจะโทรหานะ”

 

ศรันฉัตรได้แต่พยักหน้า หมดปัญญาแม้แต่จะเอ่ยลา แล้วค่อย ๆ ปิดประตูห้อง เฝ้ารอจนเสียงฝีเท้าของสิงหาลับไป

 

มือเอื้อมเปิดไฟอย่างเคยชิน แต่สิ่งที่ปรากฏตรงโต๊ะรับแขก คือภาพถ่ายคู่กับคนเป็นพี่ก่อนจะเดินทางยังคงวางเด่นไว้ ใครจะคิดว่านั่นจะเป็นภาพสุดท้ายในชีวิต ที่เธอได้มีโอกาสถ่ายคู่กับเฟื่องฉัตร

 

หยาดน้ำตาค่อย ๆ ซึมผ่านขอบตาอีกครั้ง กระนั้นศรันฉัตรฝืนหยิบมือถือขึ้นมาไลน์บอกนันทนัทว่าเธอถึงบ้าน ก่อนจะทรุดตัว ซบหน้าแนบเข่า ปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาโดยไม่กลั้นไว้อีกต่อไป

 


...แม้สายฝนภายนอกจะซาลง แต่พายุในใจของเธอยังไม่มีทางสงบลงได้เลย...

 

 

=============================================

 

สรุป:

- วันสุดท้ายของการสอบปลายภาค เฟิร์นกับโมราติดฝนอยู่ในห้องสมุด ขณะที่หลายคนล่วงหน้าไปที่บ้านของปั้นทรายแล้ว

- เฟิร์นสังเกตเห็นว่าโมราไม่ชอบฝน เลยทัก

- ไป ๆ มา ๆ ท่าทีของโมราที่ดูแปลก ๆ ไป ทำให้เฟิร์นรู้สึกว่าเหมือนไม่รู้จักโมรา แล้วเผลอพูดออกมา

- โมราตอบเพียงแค่เหรอ แต่ไม่ทันทั้งสองจะพูดมากไปกว่านี้ ออกัสวิ่งหน้าตื่นเข้ามา บอกว่าตงรถคว่ำ

- เฟิร์นช็อก เหมือนเดจาวูเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อน ที่ใบหม่อนตายด้วยอุบัติเหตุรถคว่ำตกเหว

- ท่าทีของเฟิร์นทำโมราห่วง แต่เธอก็ไม่ยอมเล่าเรื่องใบหม่อนออกมา

- ถึงที่โรงพยาบาล ตงปลอดภัยดี บาดเจ็บเพียงแค่ฟกช้ำดำเขียว ซึ่งก็ทำเพื่อน ๆ โล่งใจ แต่เฟิร์นก็ยังคงเศร้า เพราะพี่ของเธอไม่คยโชคดีแบบนี้

- รัก ปั้นทราย น้ำน่านตามมาถึงโรงพยาบาล ตงได้ห้องพอดี ทุกคนเลยยกโขยงตามกันไป เว้นแต่เฟิร์นที่จวนจะร้องไห้เต็มแก่ เลยขอตัวกลับบ้านก่อน

- น้ำน่านรั้งไว้เพราะฝนยังตก แต่เฟิร์นก็ยืนยันจะกลับให้ได้ ออกัสเลยอาสาไปส่ง (อีกตามเคย)

- เฟิร์นพยายามจะขอโทษโมรา แต่พูดไม่ออก เลยเพียงลา โมราก็ตอบว่าให้กลับดี ๆ และเหมือนกำแพงระหว่างสองคนจะทวีสูงขึ้น

- เฟิร์นกลับถึงบ้านในสภาพเปียกปอน ทั้ง ๆ ที่มีร่ม แต่เจ้าหล่อนกลับไม่กาง ออกัสเลยถอดเสื้อนักเรียน (ยังเหลือเสื้อตัวใน) คลุมให้แทน

- ออกัสย้ำให้กินยา กับลูบหัวก่อนกลับ เฟิร์นรับคำแกน ๆ พอออกัสกลับไป แล้วส่งข้อความถึงน้ำน่านเสร็จแล้ว เธอก็ร้องไห้ออกมาในที่สุด

 

=============================================

 

Talk:

 

แวะมาอัพขั้น HB ค่า ระหว่างรอเช็คคาร์ฟิคใหม่

 

สำหรับฟิคนี้ก็เป็นปฐมบทของความหน่วงที่จะเกิดขึ้นในช่วงเทอมที่สองนะคะ ไหนจะเรื่องกำแพงระหว่างเฟิร์นกับโมรา ที่ดูเหมือนจะสนิทกัน แต่พอมีเรื่องอะไรในใจ ทั้งสองกลับไม่ยอมเล่าออกมาจนแล้วจนรอด

 

โมราก็ไม่เคยบอกเรื่องพี่ก้องให้เฟิร์นรู้ ส่วนเฟิร์นก็ไม่เล่าเรื่องที่ใบหม่อนตายให้ใครฟังเลยแม้แต่น้อย

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องตงรถล้ม ไม่ได้มีผลกระทบกับอดีตของเฟิร์นอย่างเดียวค่ะ เพราะอีกคนที่เคยเสียคนสำคัญไปจากอุบัติเหตุรถยนต์ ก็คือพ่อหนุ่มเรื้อนออกัสนี่ล่ะ

 

และนี่ถึงทำให้ออกัสไม่เรื้อนในฟิคนี้นะคะ

 

ส่วนบทสนทนาระหว่างตงกับโมรานั้น ที่มาที่ไปก็คือ หลังจากกินข้่าวฉลองปิดเทอมเสร็จ ตงอาสาจะพาโมราไปโรงพยาบาลที่เพื่อนของเธอรักษาอาการทางจิตเวชอยู่ค่ะ แต่อุบัติเหตุในคราวนี้ ทำตงไปไหนมาไหนไม่ได้ไปอีกพักใหญ่ ๆ เลยค่ะ

 

สุดท้ายนี้ HBD แด่กัสศรีค่า (สสวก.ด้วยฟิคดราม่านี่ล่ะ) ขอให้แม่แกเลิกดองซักทีนะ 5555

 

สำหรับฟิคหน้านั้น จะขอกลับไปเถิดเทิงกับ HB ก่อนนะคะ แล้วพบกันอีกไม่นานเกินรอค่า ^ ^

Comment

Comment:

Tweet

ปมในใจกำลังเปิดเผยออกมาเรื่อย ๆ แล้ว
เอาใจช่วยนะสาว ๆ ทั้งปมในใจของแต่ละคน การเปิดใจกัน
ตงไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้วจ้า
วัยว้าวัยวุ่นจริงๆแหม่ะ
ชีวิตดูดราม่า บรรยากาศอึมครึมๆ

#3 By august on 2014-08-09 02:02

วัยว้าวัยวุ่นจริงๆแหม่ะ
ชีวิตดูดราม่า บรรยากาศอึมครึมๆ

#2 By august on 2014-08-09 02:02

พายุนี่มันพายุจริงๆ แต่หลังมรสุมฟ้าจะสดใสนะเด็กๆ

หวังว่ามรสุมลูกนี้จะพัดเข้ามาไม่นานนะคะ TvT

ออกัสพอไม่เรื้อนนี่หล่อเชียว

ป.ล.ขับรถมอ`ไซค์ตอนฝนตกเป็นอะไรที่อันตรายมากจริงๆค่ะ เคยไปนอนนับดาวบนถนนเพราะฝนมาสามรอบแล้ว /หายไวๆนะตง!

#1 By CraZy-GirL-GoD on 2014-08-08 10:46