entry นี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ


 

=============================================

 

[MS] สามคน สองทาง หนึ่งใจ [Part2]


Timeline: วันเสาร์ ที่ 25 สิงหาคม 2555


Character: ศรันฉัตร(เฟิร์น) อังคาร(มาร์ส-OC) สิงหา(ออกัส)


Other: กุมภา(น้าภา-OC) กมลฉัตร(แม่เล็ก-OC) อาจารย์เอกภพ(ครูเอิร์ธ)

 

Entryที่เกี่ยวข้อง: [EV-MS] (ข.) เพราะหึง... [Read]

 

[MS] สามคน สองทาง หนึ่งใจ [Part1]

 

Note: ตอนจบของฟิคสามเส้า?! นะคะ มาลงช้ากว่าที่ตั้งใจไว้ ต้องขออภัยด้วยค่ะ

 

ขอให้สนุกกับการอ่านนะคะ ^ ^


=============================================

 

ในที่สุด ฝนที่กระหน่ำมาตลอดช่วงเช้าก็หยุดลง

 

แต่.. แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมา แรงกล้าราวกับจะลงโทษเขาที่เอ่ยมุสาไปมากในวันนี้ หากยังดีที่สายลมพอพัดคลายความร้อนไปเสีย

 

อังคารจรดคันสีเทียบไวโอลิน หลังจากทดลองเสียงแล้วเป็นที่น่าพอใจ เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ รวบรวมสมาธิที่กระจัดกระเจิงเพราะความวุ่นวายของ “ใครบางคน” ตลอดวันที่ผ่านมา

 

กระนั้นรอยยิ้มก็ยังคงปรากฏบนใบหน้าของเขา ในเมื่อคนที่เขาอยากให้ได้ยินบทเพลงเหล่านี้ ได้มาอยู่ที่นี่ ณ ตอนนี้แล้ว

 

เพลงโฟล์คซองของฟินแลนด์ถูกบรรเลงขึ้น จังหวะรัวเร็วของ Kesäillan tvist ฟังแล้วคึกคักเรียกความสนใจจากคนแถวนั้นได้เป็นอย่างดี  จังหวะที่ถูกเร่งให้เร็วขึ้นนั้นไม่เป็นอุปสรรคต่อเสียงที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และเรียกเสียงปรบมือจากผู้คนรอบตัวได้เมื่อจบเพลง

 

เพลงที่สองนั้นมีจังหวะที่ช้าลง แต่ก็ยังคงเป็นเพลงโฟล์คซองจากชาติทางมารดาของคนสีอยู่ดี ท่วงทำนองไพเราะของเพลง Return From Helsinki ที่ถูกถ่ายทอดนั้นบ่งบอกถึงฝีมือของผู้บรรเลงว่ายอดเยี่ยมเพียงใด

 

เพลงที่สามนั้นเป็นเพลงคลาสสิคที่นักดนตรีหลายคนรู้จักเป็นอย่างดี ท่วงทำนองอันสื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ อันเป็นผลงานการประพันธ์ของลุควิน ฟาน เบโธเฟนนั้นแลดูจะเข้ากับบรรยากาศฟ้าหลังฝน ภายใต้ร่มไม้แมกครึ้มอย่างเป็นอย่างดี

 

จนมาถึงยังเพลงสุดท้าย...

 

“สำหรับเพลงสุดท้ายนี้...” อังคารเหลือบมองเด็กสาวที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากคู่แข่งของเขาเท่าไรนัก “...คงแทนความรู้สึกของผม ณ เวลานี้ครับ”

 

เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ส่งยิ้มให้ศรันฉัตรก่อนจะเขากรีดมือดีดลงกับสายไวโอลิน ด้วยเทคนิคปิทซิคาโต เกริ่นท่วงทำนองอันแสนคุ้นเคยของเพลงรักที่ครองหัวใจคนในโลกหลายคนอย่าง The Lover’s Concerto ขึ้น

 

เสียงไวโอลินที่ถูกดีด กับบทเพลงอันเป็นที่นิยมยิ่งเรียกความสนใจจากคนแถวนั้น โดยเฉพาะเพื่อนร่วมเดินทางทั้งสอง อังคารเหลือบเห็นคู่แข่งของเขามีสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์นัก คงเพราะเดาความรู้สึกของเขาที่สื่อผ่านบทเพลงนี้ได้

 

...แต่กับเธอ...

 

สายตาของสาวที่เขาหมายปองมีทีท่าตะลึงราวกับรับรู้อะไรบางอย่าง แต่หัวใจของเขาร่วงวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อสายตาของเธอเบือนไปมองยังสิงหา คู่แข่งของเขา

 

 

ชั่วขณะเดียว... คำตอบที่เขาได้ ก็ชัดเจนพอ

 


ว่าใจของเธอนั้นอยู่ที่ใคร

 

 

แต่ด้วยจิตวิญญาณของศิลปิน อังคารคงได้แต่ยิ้มรับความรู้สึกนั้นอย่างขื่นขม และตั้งสมาธิกับบทเพลงหวานที่บัดนี้กรีดแทงหัวใจของเขาให้ดีที่สุด

 

 

อย่างน้อยก็เพื่อเธอคนนั้น และเพื่อผู้ชมที่ฟังอยู่อย่างตั้งใจ

 

...............................................................

 

“แม่จ๋า.. หิวน้ำไหมครับ เดี๋ยวกัสไปซื้อชามะนาวให้น้า แล้วมาร์สจะรับอะไรดี”

 

เสียงอังคารที่นั่งทรุดลงกระพือเสื้อพึมพำตอบว่าอะไรก็ได้ ซึ่งเด็กหนุ่มหน้าเป็นก็ได้แต่พยักหน้าเนิบ ๆ ก่อนจะหันมาส่งยิ้มตาหยีที่ชวนให้ใจเธอเต้นแรงทุกครั้ง

 

ใบหน้าของศรันฉัตรร้อนฉ่าอีกครั้ง แต่เมื่อสายตาสิงหามองมาอย่างสงสัย เธอเลยเสแสร้งเปลี่ยนประเด็นไป

 

“ให้เราไปช่วยถือมั้ยกัส”

 

“อย่าดีกว่าครับผม แดดร้อนแล้วน้า หน้าแดงแบบนี้เดี๋ยวจะไม่สบายไปอีกนะครับ ฉันห่วงนะเอ้า”

 

สิงหารีบฉวยจังหวะผละออกไปอย่างไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ทักท้วงและฝากเงินไปอีก ศรันฉัตรได้แต่ถอนหายใจ

 

 รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูกที่อีกฝ่ายทิ้งเธอไว้กับอังคารเพียงสองคน...

 

เด็กหนุ่มเชื้อสายฟินนิชมีใบหน้าแดงก่ำจากไอความร้อนของอากาศช่วงบ่าย.. เหงื่อชื้นซึมลงเป็นดวงบนให้เห็นบนเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลอ่อนที่เจ้าตัวสวมมา ลำพังอากาศอบอ้าวในช่วงปลายฤดูฝนคงไม่ทำให้อังคารเหงื่อออกได้เท่ากับการออกแรงเล่นไวโอลินตลอด

 

“เหนื่อยมากมั้ยมาร์ส”

 

เธอเอ่ยเบา ๆ  ทั้งถามเพราะเป็นห่วง กับหวังจะทำลายความเงียบที่ปกคลุมระหว่างเธอและอังคารลงด้วย

 

“นิดหน่อยแหละครับ”

 

ศรันฉัตรอดสังเกตไม่ได้ว่า แม้อังคารจะตอบยิ้ม ๆ แต่รอยยิ้มที่เด็กหนุ่มส่งให้เธอนั้นแลดูเหนื่อยและเหมือนจะเป็นการยิ้มเพื่อมารยาทมากกว่ามากจากใจเฉกเช่นทุกครั้ง

 

ความเงียบเข้าปกคลุมคนทั้งสองอีกครู่ใหญ่ ก่อนอังคารจะเอ่ยขึ้นอย่างเหนื่อยล้า

 

 

“เฟิร์นคิดยังไงกับเพลงที่เล่นไปวันนี้ครับ”

 

“ก็ดีนะมาร์ส เราว่าฝีมือมาร์สพัฒนาขึ้นเถอะ”

 


“ถ้างั้น ชอบไหมครับ” 

 

 

ศรันฉัตรนั่งนิ่ง ตะลึงกับคำถาม ที่หากเป็นปกติเธอคงคิดว่าอังคารถามถึงเรื่องเพลงที่เล่นเหมือนทุกครา

 


แต่เพราะเหตุการณ์ในวันนี้ ทั้งท้องฟ้าจำลองเอย เสื้อกันหนาวที่อังคารเตรียมมาอย่างผิดปกติเอย ไหนจะเพลงและคำพูดชวนคิดก่อนเข้าเพลงอีก

 

และยังมาคำถามนี้อีก.. ที่ชวนให้เธอคิดว่า ที่อังคารถามถึงนั้น ไม่ได้หมายความถึงเพลงเป็นแน่แท้

 

 

เธอค่อนข้างมั่นใจแล้วว่า บางทีสิ่งที่เธอคิดมาตลอด เธอคงจะคิดผิด

 

และเธอ...น่าจะคิดเข้าข้างตัวเองให้เร็วกว่านี้

 

 

“ก็เพราะ...ดีนะ”

 

 

ศรันฉัตรได้แต่ตอบอ้อม ๆ แอ้ม ๆ พยายามซื่อตรงกับความรู้สึกตัวเองให้มากที่สุด เพียงแต่ยังไง หากสิ่งที่เธอสงสัยเป็นจริง

 


เธอก็คงตอบรับความรู้สึกของอังคารไม่ได้อยู่ดี

 

 

เด็กสาวก้มหน้านิ่ง ไม่ทันสังเกตถึงปฏิกิริยาของเด็กหนุ่มผมทองที่นั่งข้าง ๆ เลยแม้แต่นิดเดียว

 


กระทั่งรู้ตัวอีกที อังคารก็เอนหัวซบลงยังไหล่เธอแล้ว 

 

 

ศรันฉัตรนั่งนิ่งแข็งทื่อ ไม่สบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ แต่ครั้นจะเอ่ยปากต่อว่าอังคารก็ปรากฏว่าเจ้าตัวนั้นคงเหนื่อยอ่อนมาตลอดทั้งวันจนหลับปุ๋ยไปแล้ว ครั้นจะลุกขึ้นพรวด ก็ไม่อยากปลุกเจ้าตัวเท่าไร คงได้แต่นั่งนิ่งอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งมีเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นมาจากทางด้านหน้าของเธอ

 

“หน้าซีด ๆ นะเฟิร์น ไม่สบายรึเปล่าครับ....”

 

สิงหาเอ่ยถามยิ้ม ๆ แต่หาใช่รอยยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มอย่างที่เธอเจนตาไม่

 


แต่คงเป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับที่อังคารยิ้มเมื่อครู่ก่อน ไม่ผิดกันเท่าไรนัก 

 

 

“เวียนหัวนิดหน่อยน่ะ”

 

“ว้า...งั้นกัสว่าเฟิร์นกลับบ้านก่อนดีกว่านะครับ ไม่สบายมาล่ะแย่เลย ต้องโดนกัสแบกอีกคงไม่สนุกนะครับ”

 

น้ำเสียงแม้จะดูเป็นเล่น แต่ก็แฝงไว้ทั้งความจริงจังและ..เหมือนจะไม่พอใจ.. แต่กระนั้นศรันฉัตรก็ยังอดไม่ได้ที่จะห่วงอังคารที่ยังคงหลับสนิทซบบ่าของตนอยู่

 

“ถ้ายังห่วงมาร์ส ตรงนี้เดี๋ยวกัสดูให้เอง ไม่ต้องห่วงนะครับ...”

 

สิงหากล่าวพลางทรุดตัวนั่งลงอีก